ประวัติของการดึงหน้า คือการตามหา “ชั้นที่ถูกต้อง”
การดึงหน้ายุคแรกดึงแค่ผิวหนัง ผลก็เป็นอย่างที่คาด — ตึงแต่ไม่เป็นธรรมชาติ และอยู่ได้ไม่นาน เพราะผิวหนังไม่ใช่โครงสร้างที่พยุงใบหน้า แต่เป็นเพียงเปลือกคลุม
ช่วงทศวรรษ 1970 มีการค้นพบชั้นพังผืดใต้ผิวหนังที่เรียกว่า SMAS (ระบบพังผืดกล้ามเนื้อชั้นตื้น) แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป — สิ่งที่หย่อนคล้อยไม่ใช่ผิวหนัง แต่คือชั้นนี้ การดึงหน้าสมัยใหม่ทั้งหมดจึงเป็นคำตอบของคำถามเดียว: “จะจัดการ SMAS อย่างไร”
SMAS lift — เหตุผลที่เป็นมาตรฐาน และขีดจำกัดของมัน
SMAS lift แบบคลาสสิกจะเลาะผิวหนังก่อน แล้วพับพังผืดเย็บซ้อน (plication) หรือตัดออกบางส่วนแล้วดึงเย็บ (SMASectomy) ให้ผลที่มั่นคงกว่ายุคดึงแค่ผิวมาก และยังใช้แพร่หลายถึงทุกวันนี้ด้วยเหตุผลที่ดี
แต่ขีดจำกัดอยู่ที่อื่น เนื้อเยื่อใบหน้าถูกตรึงกับกระดูกด้วยโครงสร้างเหนียวแน่นที่เรียกว่า เอ็นยึดใบหน้า (retaining ligaments) เทคนิค SMAS แบบคลาสสิกส่วนใหญ่คงเอ็นเหล่านี้ไว้ แล้วดึงจากด้านบนของเอ็น — แรงยกจึงถูกเอ็นขวางไว้ ส่งไปไม่ถึงร่องแก้มและกลางใบหน้า และต้องชดเชยด้วยแรงตึงที่แนวเย็บมากขึ้น ซึ่งแรงตึงนี่เองคือต้นเหตุใหญ่ของหน้าดูถูกดึงและแผลเป็นกว้าง
Deep plane — ปลดเอ็นยึด แล้วเลื่อนเนื้อเยื่อทั้งก้อน
Deep plane เข้าไปในชั้นใต้ SMAS ซึ่งเป็นระนาบแทบไร้หลอดเลือด (avascular plane) เลือดออกและรอยช้ำจึงน้อย และตำแหน่งของแขนงเส้นประสาทใบหน้าในชั้นนี้ค่อนข้างคงที่ทางกายวิภาค จึงเลาะได้อย่างปลอดภัย
หัวใจไม่ใช่ตัวชั้น แต่คือเอ็นยึด เป้าหมายของการเลาะ deep plane คือปลดเอ็นยึดโดยตรง เมื่อแรงต้านหายไปก็ไม่จำเป็นต้องดึงแรง — ผิวหนังกับพังผืดไม่ถูกแยกจากกัน แต่เลื่อนกลับตำแหน่งเดิมเป็นก้อนเดียว (composite) แทบไม่มีแรงตึงที่ผิว ผลจึงไม่ใช่ “หน้าถูกดึง” แต่เป็น “ตำแหน่งเมื่อหลายปีก่อน”
วิธีของผม — extended deep plane และการจัดการ dead space
ผมผ่าตัดด้วยเทคนิค extended deep plane คือขยายขอบเขตการเลาะข้ามแนวเอ็นยึด — เข้าสู่กลางใบหน้าบริเวณร่องแก้ม และลงถึงกล้ามเนื้อ platysma ที่ลำคอ — เป็นระนาบต่อเนื่องเดียว ใบหน้า กรอบหน้า และลำคอถูกจัดตำแหน่งใหม่เป็นหน่วยเดียวกัน กรอบหน้าและแนวคอจึงดีขึ้นพร้อมกัน
ขั้นตอนสุดท้ายที่ผมให้เวลาเป็นพิเศษคือการกำจัด dead space การเลาะย่อมทิ้งช่องว่างระหว่างชั้นเนื้อเยื่อ ถ้าเย็บปิดผิวทับไว้เฉย ๆ ของเหลวและเลือดจะขังในช่องนั้น — นั่นคือเหตุผลที่บวมนานและเสี่ยงเลือดคั่ง ผมใช้การเย็บตรึงภายในให้ผิวสัมผัสของชั้นที่เลาะแนบสนิทกัน เพื่อกำจัดช่องว่างนั้นตั้งแต่ต้น
เมื่อระนาบไร้หลอดเลือดบวกกับการจัดการ dead space ผลคือช้ำและบวมน้อย ฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว — วันตัดไหม (วันที่ 12) ผู้ป่วยจำนวนมากแปลกใจว่าบวมน้อยกว่าที่คิดไว้มาก แน่นอนว่าความเร็วในการฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
เทียบกันชัด ๆ
| SMAS lift | Deep plane | |
|---|---|---|
| ชั้นที่เลาะ | ทำงานบนพังผืด | ระนาบไร้หลอดเลือดใต้พังผืด |
| เอ็นยึดใบหน้า | ส่วนใหญ่คงไว้ — แรงถูกขวาง | ปลดโดยตรง — เลื่อนไร้แรงต้าน |
| แรงตึงที่ต้องใช้ | ค่อนข้างสูง | ต่ำ (เลื่อนทั้งก้อน) |
| ช้ำ·บวม | ปานกลาง | น้อยกว่า (ระนาบไร้เลือด·จัดการ dead space) |
| ภาพรวม | อาจเหลือความรู้สึกตึง | ธรรมชาติแบบตำแหน่งกลับคืน |
แน่นอนว่า deep plane ไม่ใช่คำตอบของทุกคน แผนผ่าตัดเปลี่ยนตามระดับความหย่อน สภาพเนื้อเยื่อ และประวัติการผ่าตัดเดิม และเพราะทำงานในชั้นที่ลึกกว่า จึงต้องอาศัยความชำนาญด้านกายวิภาคของศัลยแพทย์เป็นพื้นฐาน
สามคำถามที่ควรถามในทุกการปรึกษา
แต่ละคลินิกตั้งชื่อเทคนิคต่างกันไป อย่ายึดที่ชื่อ — ถามสามข้อนี้ แล้วตัวตนจริงของการผ่าตัดจะปรากฏ
- เลาะชั้นไหน — ใต้ผิวหนัง หรือใต้พังผืด?
- มีการปลดเอ็นยึดโดยตรงหรือไม่?
- จัดการ dead space และอาการบวมอย่างไร — ปิดช่องว่างที่เลาะไว้ด้วยวิธีใด?
รายละเอียดการผ่าตัดอยู่ที่หน้าดึงหน้า (Facelift) และโครงสร้างการคิดค่าใช้จ่ายอ่านได้ที่บทความนี้ ส่งรูปถ่ายสองสามรูปทาง WhatsApp แล้วผมจะประเมินทางไกลให้ว่าแนวทางไหนเหมาะกับคุณ
※ วิธีการผ่าตัดและการฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
ต้องการปรึกษา?
ติดต่อเราผ่าน KakaoTalk, WhatsApp หรือโทรศัพท์ได้ตลอด